ในตอนที่ผู้ใหญ่มีหน้าที่ทำงานให้ได้มาเพื่อผลตอบแทนในการดำเนินชีวิต

เด็กๆก็มีงานสำคัญสำหรับชีวิตที่ต้องทำเช่นกัน งานที่ว่านี้คือ “การเล่น”

ซึ่งมีความกระตือรือร้นและความพึงพอใจที่จะทำให้ได้มาซึ่งความสนุกสนานพร้อมไปกับการเรียนรู้สิ่งต่างๆ

รอบๆ ตัวเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับตนเอง เราจะสังเกตได้ทันทีที่เด็กสามารถมองและเอื้อมหยิบของได้

เด็กจะเริ่มสำรวจและพยายามทำความเข้าใจ โดยจะคลึง หยิบ จับ ขว้าง หรือเอาเข้าปาก

สิ่งเหล่านี้คือ “การเล่น” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นงาน และแหล่งเพิ่มพลังแห่งการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างดี 


การเล่นของเด็กนั้น เด็กเป็นผู้เริ่มคิดและกระทำเองซึ่งควรได้รับการส่งเสริมและแรงสนับสนุนจากพ่อแม่

คนใกล้ชิด เพื่อเป็นการพัฒนาการเล่นและการเรียนรู้ของเด็กควบคู่กันไป


การเล่นช่วยให้เกิดความคล่องแคล่วในการใช้ร่างกายส่วนต่างๆ ให้ประสานกัน

เป็นการได้สื่อถึงสิ่งที่คิด ความต้องการ อารมณ์ และความรู้สึก ผ่านการเล่นอันนำ

ไปสู่การผ่อนคลายทั้งทางร่างกายและจิตใจ นอกจากนั้นยังถือเป็นวิธีการให้เด็กรู้จักตนเอง

ตามธรรมชาติที่แท้จริงของเขา ได้รู้ถึงศักยภาพที่มีและที่ซ่อนเร้น เปิดโอกาสให้เด็กเกิด

การค้นพบจากสิ่งที่เรียนรู้และสิ่งที่เป็นอยู่ รวมทั้งก้าวพ้นข้อจำกัดของตนเองไปสู่ทักษะ

ความสามารถ หรือการรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวได้ด้วยตัวของเขาเอง

โดยการเล่นของเด็กนั้นไม่จำกัดเพศและวัย พ่อแม่จึงควรคำนึงถึงการเลือกของเล่นที่เหมาะสม

กับวัยของเด็ก รวมทั้งคำนึงถึงความปลอดภัยเพื่อให้เด็กได้รับคุณค่าจากการเล่นอย่างแท้จริง


 

พัฒนาการทางร่างกายและการส่งเสริม

ลูกสามารถเดินและยืนได้เองอย่างมั่นคง อย่างเช่น สามารถเก็บของเล่นที่อยู่ที่พื้นและเดินเตาะแตะนำไปเก็บเข้าที่ได้ หากเจอสถานที่ที่ไม่เรียบ เขาจะคลานเหมือนหมี ปีนข้ามที่กีดขวางโดยลงน้ำหนักที่มือหรือเท้าพร้อมกับยกเข่าสูง ควบคุมร่างกายได้ดีขึ้นมากโดยมีการเพิ่มความเร็วและหยุดได้เมื่อเจอบางสิ่งที่น่าสนใจ มีการกะระยะและควบคุมอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้นมาก


ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กลูกสามารถหยิบจับสิ่งของหลายๆ ชิ้นได้ในมือเดียว มีการกำแน่นไม่ปล่อยหากมีคนมาแย่ง แต่ก็จะเดินนำของเล่นไปให้คนที่ตนเองถูกใจด้วย และนอกเหนือจากการหยิบจับแล้ว วัยนี้จะเริ่มดึง ฉุด ลาก สิ่งที่เขาชอบและเข้าใจการทำงานของของเล่นแบบดึงลาก ซึ่งจะช่วยให้ลูกมีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นด้วย

        • การเดินบ่อยๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อขาและการทรงตัวแข็งแรง ไม่ล้มง่าย วิ่งกระโดดได้ดีคล่องแคล่ว
        • การเดินช่วยพาเจ้าหนูไปยังพื้นสัมผัส (Sensory) ที่แตกต่างกันออกไป ได้เรียนรู้เรื่องทิศทางในการออกสู่โลกใหม่
        • การเล่นในสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป ทำให้เด็กได้ฝึกคิดต่อ มีความคิดสร้างสรรค์ว่าจะเล่นอะไรกับสิ่งแวดล้อมใหม่นี้ดี
        • การสำรวจพบสิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเอง อย่างแรกที่ได้คือความภูมิใจ มีทั้งความสนุก ความตื่นเต้น จนบางครั้งออกอาการขี้อวดหยิบสิ่งที่ไปเจอเอามาให้คุณแม่ด้วย
        • เมื่อลูกเริ่มก้าวเดินได้ ความใส่ใจอย่างแรกเห็นทีจะเป็นเรื่องความปลอดภัยนะคะ คุณควรทำบ้านให้รัดกุม มีที่กั้นระหว่างบันไดหรือประตู ยิ่งบ้านไหนมีสระน้ำแล้วยิ่งต้องระมัดระวังให้มาก
        • ควรจะเลือกของเล่นที่เหมาะกับพัฒนาการ เพิ่มทักษะ และความคิดสร้างสรรให้ลูกได้ เช่น ตัวต่อ สีเทียนสีไม้ พลั่วขุดดินและกระป๋องอันจิ๋ว อุปกรณ์บทบาทสมมุติ รถลาก ฯลฯ และไม่ต้องมีเยอะแยะจนเกินความจำเป็น

 


พัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ และการส่งเสริม

เด็กๆ ที่ใกล้วัย 2 ขวบจะเริ่มมีพัฒนาการที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ซึ่งบางครั้งคุณพ่อคุณแม่จะมองว่าเป็นเด็กดื้อ (Terrible Two) เพราะลูกจะเชื่อฟังเราน้อยลง และมีพฤติกรรมใหม่ๆ ที่ท้าทายให้คุณแก้ปัญหาด้วย ซึ่งเหตุผลของความดื้อและเจ้าอารมณ์นั้นมักเกิดจากสาเหตุดังนี้

        • อยากรู้อยากเห็น - เพราะหนูกำลังเรียนรู้และค้นพบสิ่งใหม่ๆ ด้วยการลงมือทำ หนูจึงชอบกดปุ่มโทรศัพท์เล่น ดึงหางแมว ใช่ว่าจะเอาแต่ใจตัวเองหรือเอาแต่ซนซะหน่อย
        • เรียกร้องความสนใจ - ด้วยความเหงา เบื่อ เซ็ง ที่พอหนูทำตัวดีแล้วทุกคนก็หายไปทำธุระตัวเองกันหมด สู้กินข้าวหก ทำของแตกไม่ได้ คุณแม่เป็นต้องวิ่งปรู๊ดมาดูก่อนใคร ถึงจะมีเสียงดุว่าตามมาก็ยังดีกว่าอยู่คนเดียว
        • ท้าทาย - ยิ่งตอนหนูอายุ 14-22 เดือน หนูกังวลมากว่าพ่อแม่จะตีจากหนูไป ไม่รักกันเหมือนเคย หนูจึงอยากรู้นักว่าถ้าโดนห้ามก็ยังจะท้าทายทำต่อซะอย่าง แล้วจะมีอะไรหรือเปล่า
        • ไม่มีเหตุผล - หนูอยากทำเพราะอยากทำ ถึงจะยังทำเองไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดทางร่างกาย และมีคนคอยห้ามโน่นห้ามนี่ น่าจะลองให้หนูทำอะไรเองบ้างนะ ถ้าไม่อันตรายเกินไป
        • เหนื่อย - วัยอย่างหนูชอบงีบกลางวัน แต่บางครั้งต้องไปนอกบ้านกับคุณแม่ทั้งวัน เลยพาลหงุดหงิดเอาง่ายๆ
        • หิว - อารมณ์หิวไม่ปราณีใคร หนูต้องการเติมพลังบ่อยครั้งกว่าผู้ใหญ่ อย่ายึดมื้ออาหารตามแบบผู้ใหญ่ ต้องมีมื้อของว่างให้หนูบ้าง



เข้าใจอีคิวปรับพัฒนาการอารมณ์ลูกน้อย 

EQ คือความสามารถของบุคคลในการตระหนักรู้ความคิด ความรู้สึกและภาวะอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น และสามารถนำข้อมูลความรู้เหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการชี้นำความคิด และการกระทำของตนเองได้ โดยความสำเร็จของบุคคลมาจาก IQ เพียงร้อยละ 20 ที่เหลือเป็นเรื่องของอีคิวทั้งสิ้น


สำหรับน้องหนูวัยนี้ที่เริ่มใช้ภาษาและสามารถสื่อสารกับคนใกล้ตัวได้ดีขึ้น จึงเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสมที่จะปลูกฝังและพัฒนาอีคิวกันตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะอีคิวเป็น เรื่องจำเป็นที่ช่วยให้ลูกสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข พร้อมจะเผชิญและแก้ปัญหา

        • ดี สามารถควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี รู้ความต้องการของตนเอง รวมทั้งเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
        • เก่ง ความสามารถในการสร้างกำลังใจให้ตนเอง แก้ปัญหาต่างๆได้ รวมทั้งเก่งในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนนอกครอบครัวได้ด้วย
        • มีความสุข เด็กๆ ควรจะมีอารมณ์ขัน สดชื่น ร่าเริง เห็นคุณค่าและความสำคัญของตนเอง รู้ตัวเองว่ามีความหมายสำหรับพ่อแม่และคนใกล้ชิด

อย่างไรก็ตามลูกวัยนี้ยังมีพัฒนาการด้าน อีคิวจำกัด อย่าเพิ่งรีบร้อนหรือยัดเยียดให้ลูกจนเกินไป เพราะต้องให้เหมาะกับวัยของลูกด้วย

 




พัฒนาการทางภาษาและการส่งเสริม

ลูกสามารถใช้คำ 2 คำพูดเชื่อมต่อกันได้แล้ว เข้าใจคำศัพท์ของสิ่งของที่อยู่ใกล้และสามารถหยิบตามที่คุณพ่อคุณแม่บอกได้ถูกต้อง ชี้ไปที่อวัยวะต่างๆ พร้อมบอกความต้องการของร่างกายได้ ใช้คำพูดพอๆ กับการสื่อสารด้วยท่าทาง ลูกยังไม่ชอบการฟังนิทานเป็นเรื่องหรือการพูดยาวๆ และจะชอบนิทานภาพเป็นภาพๆ ไปเท่านั้น และสนใจฟังเมื่อผู้ใหญ่กำลังอธิบายภาพที่ตนเองชอบ รวมทั้งการเริ่มสนใจรายการสำหรับเด็กในโทรทัศน์



เสริมพัฒนาการด้านภาษาให้เด็กวัย 2-3 ปี

        • เป็นแบบอย่างที่ดี - อะไรก็ตามที่พ่อแม่แสดงออกไปเด็กๆ ก็เลียนแบบหมด อาทิ พ่อแม่พูดเร็ว ลูกก็พูดเร็ว เพราะฉะนั้นพูดกับลูกช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ สบตาลูก ออกอักขระให้ชัดเจนด้วย
        • ชวนลูกพูดคุย - คุณพ่อคุณแม่ต้องพูดคุยกับลูกเยอะๆ อย่าทิ้งให้ลูกต้องเล่นของเล่นอยู่คนเดียวหรือขลุกอยู่กับพี่เลี้ยง ทั้งวัน เพราะถ้าพี่เลี้ยงบางคนที่พูดไม่ชัด ลูกอาจจะพูดตามสำเนียงของคนที่เขาอยู่ด้วย
        • อย่าเร่งให้ลูกพูด – พ่อแม่บางคนกลัวว่าลูกจะพูดช้า อย่าไปดุหรือใจร้อน โมโหใส่ลูก เพราะจะทำให้ลูกเครียด เพราะเด็กแต่ละคนการพัฒนาช้าเร็วจะไม่เท่ากัน
        • อย่ารำคาญ - เวลาที่ลูกกลายเป็นเด็กช่างซัก ให้ตอบทุกคำถาม ตอบแบบง่ายๆไม่ต้องยาว เพราะนี่คือการช่วยฝึกพัฒนาการในเรื่องภาษาให้ลูกได้อีกวิธีหนึ่ง
        • อย่าต่อว่าเวลาลูกพูดผิด - ให้ช่วยแก้ไขด้วยการพูดให้ลูกฟังซ้ำแบบช้าๆ ชัดๆ
        • อ่านหนังสือนิทาน บทกลอน - เปิดเพลงให้ฟังให้ลูก อ่านนิทาน หรือบทกลอนให้ฟังลูกจะได้เรียนรู้คำใหม่ๆ หัดจำประโยคที่เขาสนใจ

 


พัฒนาการทางสังคมและการส่งเสริม

สังเกตได้ว่าลูกจะชอบอยู่กับสังคมหรือกลุ่มคนมากขึ้น แม้ว่าจะอยากเล่นคนเดียวแต่ก็จะมองหาผู้ใหญ่ด้วยเสมอ จะเลียนแบบการทำงานบ้านหรือบุคลิกของคนใกล้ชิด ชอบเรียกร้องความสนใจจากคนที่ไม่รู้จักได้ด้วย เริ่มแยกแยะว่าสิ่งใดสามารถพึ่งตนเองได้ และสิ่งใดที่ลูกจะต้องพึ่งคนอื่นด้วย


พัฒนาการทางสังคมเป็นเรื่องที่ลูกต้องเรียนรู้ แต่เมื่อลูกกำลังอยู่ในวัยช่างวีนยิ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่อึดอัดใจ เพราะพฤติกรรมบางอย่างของลูกสร้างความน่าขันรวมทั้งความน่าอับอายขึ้นได้ ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาพฤติกรรมระหว่างการทำความรู้จักโลกภายนอก คุณพ่อคุณแม่ควรจัดการดังนี้


ชอบกรี๊ด

ลูกชอบเรียกร้องความสนใจ และไม่รู้จักควบคุมอารมณ์โกรธ ไม่พอใจ หรืออาการขัดเคืองใจเหมือนผู้ใหญ่ อีกทั้งลูกไม่รู้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้เมื่อแสดงออกไปแล้วผลตามมาคืออะไร ที่สำคัญเป็นวัยที่อยากทดสอบพลังอำนาจของตัวเอง พร้อมต้องการบอกว่าฉันไม่พอใจแล้วนะ คุณพ่อคุณแม่ต้องเริ่มด้วยคำพูดนุ่มนวล ท่าทางที่เป็นสัญญาณให้ลูกรู้ว่าต้องสงบลงก็คือ ท่าจุ๊ปากพร้อมทำเสียง "จุ๊ จุ๊" คราวนี้ถ้าคุณทำท่านี้พร้อมเสียงแบบนี้เมื่อไหร่ลูกก็จะเรียนรู้ว่าต้องลด ความถี่ลงหน่อยแล้ว


เอาหัวโขกพื้น
อาจเกิดจากถูกจำกัดอยู่ในที่แคบๆ ไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ขาดความอบอุ่น การโขกศีรษะถือเป็นการกระตุ้นตัวเองวิธีหนึ่ง หรือในเด็กที่มีความเครียดจากสถานการณ์ต่างๆ เช่น ถูกคนดูแลทำร้าย หรือเปลี่ยนพี่เลี้ยงใหม่ ก็อาจแสดงพฤติกรรมโขกศีรษะได้ ซึ่งสาเหตุอย่างหลังนี้ต้องดูแลแก้ไขเป็นพิเศษ เพราะกระทบกระเทือนทางจิตใจของลูก คุณพ่อหรือคุณแม่ต้องรีบจับตัวลูกไว้เพื่อหยุดพฤติกรรมนั้น แต่อย่าแสดงอาการตกอกตกใจจนเกินไป จากนั้นเบี่ยงเบนความสนใจเขาไปที่กิจกรรมอื่น ถ้าอาการโขกศีรษะของลูกเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรุนแรงแต่หาสาเหตุไม่เจอ แบบนี้คงไม่มีวิธีไหนดีเท่ากับพาไปปรึกษาแพทย์


ไม่ต้องพูด ไม่อยากฟัง

ลูกจะเริ่มมีอาการหูทวนลม ไม่ฟัง ไม่เชื่อ ลูกกำลังทดสอบคุณพ่อกับคุณแม่ว่าจำกัดขอบเขตแค่ไหน หรือห้ามไปอย่างนั้นเอง ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่แกจะสร้างความเป็นตัวของตัวเองรวมทั้งความเชื่อมั่นด้วย คุณต้องแสดงออกอย่างชัดเจนว่า การห้ามนี้เป็นเรื่องจริงจัง วิธีการที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ในขณะที่ห้าม น้ำเสียงต้องเข้มกว่าปกติ ไม่มีท่าทีล้อเล่น "ไม่" ก็คือ "ไม่"


พัฒนาการทางสมองและการส่งเสริม

พัฒนาการทางสมองของลูกจะเจริญเติบโตเร็วมาก ตอนแรกเกิดนั้นสมองลูกจะมีน้ำหนักประมาณ 30-40% ของผู้ใหญ่ และเพิ่มเป็น 60% เมื่ออายุ 4 ขวบ จึงถือว่าช่วง 6 ปีแรกของชีวิตเป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วที่สุด 

ในวัยซน 1-3 ขวบ ซึ่งถือเป็นวัยทองแห่งการเรียนรู้ ความเฉลียวฉลาด และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่ต้องได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อให้สมองเติบโตมีพัฒนาการเต็มศักยภาพ ซึ่งสมองแต่ละส่วนจะมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดก็ยังคงทำงานประสานกัน

        • ซีรีเบลลัม ทำหน้าที่สำคัญในการประมวลการรับรู้ และควบคุมการสั่งการ เพื่อส่งข้อมูลไปยังกล้ามเนื้อเพื่อเคลื่อนไหว ควบคุมและรักษาสมดุลการทรงตัว
        • พาไรทัลโลบ ดูแลเรื่องประสาทสัมผัสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้รสชาติ การสัมผัส การทำงานประสานกันของมือและตา การใช้มือกำหรือจับสิ่งของ การจดจำสิ่งต่างๆ
        • ออกซิพิทัลโลบ ดูแลพัฒนาการด้านความสามารถในการเข้าใจความหมายของคำ ความเข้าใจในสิ่งที่มองเห็น แนวคิดและการปฏิบัติ
        • เทมพอรัลโลบ ดูแลพัฒนาการด้านความรู้สึกเป็นอิสระ เป็นของตัวเอง และดูแลพัฒนาการด้านการพูด การได้ยิน การดมกลิ่น ความจำ อารมณ์โดยเฉพาะความกลัว
        • ฟรอน ทัลโลบ ดูแลพัฒนาการด้านสังคม โดยทำหน้าที่ควบคุมดูแลระบบการคิด และบางพฤติกรรม เช่น การแก้ปัญหา การวางแผน การรับรู้และการตอบสนอง

วัย 1-2 ปี พัฒนาการร่างกายเชื่อมโยงสมอง

        • ลูกจะพยายามหัดยืนและเดิน และทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
        • ปีนขึ้นบันไดได้แต่ต้องมีคนช่วย ลงบันไดโดยการคลานถอยหลัง ถ้าเดินลงต้องช่วยจับแขน กระโดดสองขาได้
        • ชอบลาก ผลัก ดันสิ่งต่างๆ ลากเก้าอี้ไปยังชั้นวางของและพยายามปีนป่ายหรือเอื้อมหยิบของ
        • ต่อบล็อกได้ 3-4 ชิ้น
        • ชอบวิ่ง ปีนป่าย กระโดดอยู่กับที่
        • เดินทีละก้าวบนกระดานไม้แผ่นเดียวได้
        • ขี่จักรยาน 3 ล้อได้
        • เริ่มถนัดใช้มือข้างใดข้างหนึ่งแล้ว เช่น ร้อยลูกปัดเม็ดใหญ่ๆ ได้
 
 
ที่มา http://www.momypedia.com
 
สั่งซื้อของเล่นเสริมพัฒนาการ
สมอง ...คือเรื่องราวมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในคนเรา
 
ทั้งความสามารถของสมองนั้นมหาศาล
 
ที่สำคัญพ่อแม่สามารถช่วยเสริมพัฒนาการยิ่งขึ้นได้
 
ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ แต่อย่างไรพ่อแม่ความคำนึง
 
การเติบโตอย่างมีความสุขของลูก
 
 
  สมองพัฒนาได้มากมาย 
 
...ลูกเกิดมาพร้อมเซลล์สมองจำนวน 100 ล้านเซลล์ 
 
ซึ่งเซลล์ประสาทเหล่านี้จะรับผิดชอบการทำงานของสมองทั้งหมด 
 
อธิ การคิด การมองเห็น ความรู้สึก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า
 
...เซลล์สมองตัวไหนไม่ได้รับการกระตุ้น หรือไม่ถูกใช้งานก็จะตายไป
 
โดยไม่มีการสร้างทดแทน 
 
 
 
 
 
ที่มา หนังสือ พัฒนาสมองลูก